31 หนังผีที่ไม่ควรพลาด …. หลอนกันให้เข็ด

31 หนังผีที่ไม่ควรพลาด …. หลอนกันให้เข็ด

หนังผี

หนังผี

31.    The Pact (2012)
: หนังผีเล็กๆที่หยิบเอามานั่งดูด้วยความบังเอิญ แม้ในช่วงแรกดูจะเป็นหนังปริศนาบ้านผีสิงทั่วๆไป อาจจะไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าไหร่นัก แต่ก็ดูมีความน่าสนใจมากพอให้เราอยากติดตาม แต่ที่สำคัญ เมื่ออะไรบางอย่างเปิดเผย ก็ทำเอาอึ้งเหมือนกัน

ดูหนังจีนออนไลน์

30.    Insidious (2011)
: หนังผีสร้างชื่อของผู้กำกับ James Wan ที่เล่าเรื่องราวเขย่าขวัญที่เกิดขึ้นกับครอบครัวหนึ่ง ถึงขนาดต้องมีภาคต่อตามมาอีกสองภาค หนังทำได้ดีในการเล่นกับความรู้สึกของผู้ชม ด้วยความหลอนในแบบที่หาที่มาที่ไปไม่ได้ น่าเสียดายที่องก์สุดท้ายของหนัง กลับแฟนตาซีจ๋าเกินไปจนแอบเสียอรรถรส แต่เมื่อมองภาพรวม มันก็นับว่าเป็นหนังผีที่ดีเรื่องหนึ่งครับ

29.    คน ผี ปีศาจ (2004)
: อาจจะเป็นงานสยองขวัญที่หลายๆคนหลงลืมไป เพราะเข้าฉายปีเดียวกับชัตเตอร์ แต่งานกำกับชิ้นแรกของมะเดี่ยว ชูเกียรติ ที่เล่าเรื่องสยองของเด็กสาวคนหนึ่งที่ต้องมาอาศัยอยู่กับป้านิสัยประหลาดๆ หลังจากที่พ่อแม่เสียชีวิตจากการฆาตกรรม ก็มีมากไปกว่าความเขย่าขวัญทั่วๆไป แต่ยังสอดแทรกประเด็นทางสังคมเข้ามาได้อย่างกลมกล่อม แม้บทสรุปง่ายไปนิด แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากทีเดียว

28.    ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ (2004)
: หนังสยองขวัญสัญชาติไทยระดับตำนานเรื่องหนึ่ง ที่หยิบเอาประเด็นภาพถ่ายติดวิญญาณมาเล่นและขยายความจนกลายเป็นหนังดราม่าเขย่าขวัญสุดสะเทือนใจ แม้จะรู้สึกว่าผีมันไม่ได้น่ากลัวอะไรมาก แถมยังแอบมีกลิ่นผีญี่ปุ่นเกาหลีมาผสม แต่ก็ต้องยอมรับว่า มันก็เป็นงานผีคุณภาพที่ยังไงๆ ก็ต้องหยิบเอาเข้าลิสต์มาอยู่ดี

27.    The Conjuring (2013)
: สร้างจากเรื่องจริง หนึ่งในเคสปราบผีของสองสามีภรรยาตระกูลวอร์เรน ที่แม้จะยังวนเวียนอยู่กับเรื่องราวเดิมๆ ของหนังผีฮอลลีวู้ด แต่ก็ต้องยอมรับว่า มันเป็นงานที่ดูสนุกอย่างไม่น่าเชื่อ และน่าจะเป็นอีกงานในใจของคอหนังสยองขวัญหลายๆคน  รีวิวเต็มๆ

26.    Below (2002)
: หนังผีลึกลับ กับบรรยากาศชวนอึดอัดที่เล่าทั้งเรื่องในเรือดำน้ำในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งด้วยสถานที่อันจำกัด และการอยู่ภายใต้ท้องน้ำมหาสมุทร เมื่อมีเรื่องผีเข้ามาเอี่ยว แม้มันจะเล่าเรื่องแบบชวนเอื่อยไปบ้าง มันก็ชวนหลอนดีเหมือนกัน

25.    Three อารมณ์ อาถรรพณ์ อาฆาต (2002) 

“สามเรื่อง สามรส สามความรู้สึก”

หนึ่งในผลงานสยองขวัญที่ถือเป็นรุ่นบุกเบิกของวงการหนังผีไทยยุคใหม่ ที่เน้นความสยองมากกว่าความตลก ซึ่งถือว่า ได้รับความฮือฮามากในขณะนั้น เนื่องจากเป็นผลงานการร่วมสร้างระหว่างสามประเทศ ได้แก่ ไทย เกาหลีใต้ และฮ่องกง

ความโดดเด่นของผลงานชิ้นนี้ คือ การให้ผู้กำกับของทั้งสามชาติกำกับหนังสั้นสยองขวัญในตอนของตัวเอง แล้วค่อยนำมาฉายต่อกัน โดยที่เรื่องราวทั้งสามก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด

ตอนที่ 1 : The Wheel โดย นนทรีย์ นิมิตรบุตร (#ประเทศไทย)

เป็นตอนที่หยิบเอาเรื่องราวคำสาปแช่งในคณะหุ่นละครเล็ก ซึ่งบรรพบุรุษได้ครอบครองมาด้วยความมิชอบ อันนำไปสู่หายนะจากรุ่นสู่รุ่น ดังกงเกวียนกำเกวียนที่เวียนหมุนต่อไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น

ตอนนี้ สำหรับฟี่ มองว่า เป็นตอนที่อ่อนแอที่สุดในสามตอน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเรื่องราวที่ค่อนข้างไม่เป็นสากล และพยายามขายความเป็นไทยมากจนรู้สึกเหมือนถูกยัดเยียด ที่สำคัญคือ มันเดินตามสูตรขนบหนังผีไทยๆทุกเรื่องที่เคยมีๆมา ทั้งผีนางรำ บ้านเรือนไทย ผีบนขื่อ ที่มาพร้อมอาถรรพณ์ของงานนาฏศิลป์ไทย

*********

ตอนที่ 2 : Memories โดย คิมจีวุน (เกาหลีใต้)

หนังพาเราไปรู้จักกับหญิงสาวคนหนึ่งที่ฟื้นขึ้นมาโดยปราศจากความทรงจำ แต่สิ่งที่เธอต้องทำคือ พยายามแกะรอยเท่าที่เธอมีอยู่ เพื่อหาทางกลับบ้าน ซึ่งอาจไม่ใช่ที่ที่รอเธออยู่ก็เป็นได้

ตอนนี้ ถือว่าทำได้ดีมาก ในการผสมผสานงานในแบบระทึกขวัญ เดินหน้าหาความจริง เข้ากับงานสยองขวัญ กับบรรยากาศของเมืองใหม่ใจกลางเกาหลีที่ดูเจริญ และทันสมัย แต่ให้ความรู้สึกหลอนๆและไม่ปลอดภัย ถึงแม้บทสรุปจะไม่ได้ยากเกินคาดเดา แต่ฉากผีที่ค่อยๆเอามือไชหัวอย่างช้าๆ พร้อมกับเลือดแดงๆที่ค่อยๆพรั่งพรูลงมาตามซอกนิ้ว …. น่าจะเป็นอีกหนึ่งฉากในตำนานของหนังผีสักเรื่องที่ควรได้รับการพูดถึงต่อไปไม่ว่าจะเป็นอีกกี่ปีแน่นอน

**********

ตอนที่ 3 : Going Home โดย ปีเตอร์ ชาน (ฮ่องกง)

เรื่องราวความลับของชายหนุ่มในห้องเช่าเก่าๆ ที่ยังผูกพัน และใช้ชีวิตร่วมกับศพของภรรยาตัวเอง

ความน่าสนใจในตอนนี้ คือการได้ดาราซุปตาร์อย่าง หลี่หมิง มารับบทนำ แต่ที่ดีงามไปกว่านั้น เพราะนี่เป็นตอนที่ดีที่สุดในบรรดาสามตอนของ #Three แม้ว่ามันน่าจะเรียกว่าหนังรักหลอนๆมากกว่าก็เถอะ ซึ่งเป็นตอนที่ฟี่ชอบมากครับ โดยเฉพาะการเล่าเรื่องที่ค่อยๆพาเราไปรู้จักและเข้าใจว่า ทำไมผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ถึงได้รักแท้มั่นคงและยังสามารถอาศัยอยู่ร่วมกับศพของภรรยาได้ราวกับเธอยังไม่ได้ตายจากไปไหน ก่อนที่หนังจะเฉลยความลับบางอย่างที่ทำให้หนังกลับมาอยู่ในโทนของงานเขย่าขวัญได้อย่างลงตัว แต่ก็สะเทือนอารมณ์ในระดับ 9.9 ริกเตอร์

และเมื่อการเลือกให้เรื่องนี้วาง ไว้สุดท้าย ก่อนที่เพลง “ใครสักคน” ของ ใหม่ เจริญปุระ จะสอดรับตามมาในช่วง End Credit …. จึงเป็นการจบแบบเอาตาย … น้ำตาแตก ออกจากโรง จนลืมไปเลยว่า … นี่ตีตั๋วมาดูหนังผี!!!

24.    Session 9 (2001)

“มีอะไรใต้ความหลอน”

เรื่องย่อ :
ทีมนักทำความสะอาดเก็บกวาดใยแก้ว เข้าไปปฏิบัติงานในโรงพยาบาลจิตเวชร้างแห่งหนึ่ง ก่อนจะทำการบูรณะเพื่อกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่า พวกเขาอาจจะต้องเจอกับเรื่องลี้ลับบางอย่าง ที่ดูจะกระทบกระเทือนต่อสติสตังของหนึ่งในลูกทีม จนกระทั่งพวกเขาคนหนึ่งได้ค้นพบเทปลับสัมภาษณ์ของคนไข้สาวผู้ป่วยทางจิตที่เคยรับการรักษาที่นี่  ซึ่งทำการสังหารหมู่ครอบครัวของเธอ

ความดีงาม :
หนังเต็มไปด้วยลูกล่อลูกชน ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับผู้ชมตลอดเวลา โดยเฉพาะกับการทิ้งปมปริศนาต่างๆเอาไว้มากมาย ก่อนจะขมวดเกลียวสรุปในช่วงท้าย ซึ่งก็เป็นอะไรที่ค่อนข้างเหนือความคาดเดา

ความหลอน :
บรรยากาศร้างๆ มืดๆ ของโรงพยาบาลจิตเวช แค่นี้ก็หลอนพอแล้ว แต่ที่หลอนยิ่งกว่า คือ พฤติกรรมแปลกของตัวละครแต่ละตัว ซึ่งดูเหมือนจะมีความลับ และไม่มีใครน่าไว้ใจเลยสักคน

23.    The Exorcist (1973)

“คิดจะปราบฉัน มันไม่ง่าย!!”

เรื่องย่อ :
สาวน้อยเรแกน ลูกสาวของนักแสดงชื่อดัง แสดงพฤติกรรมแปลกๆ ที่ตอนแรกคิดว่าเป็นอาการทางจิต แต่จริงๆแล้วเธอกำลังถูกผีร้ายเข้าสิง

ความดีงาม :
มันคือหนังสยองขวัญระดับตำนาน ที่น่ากลัวขนาดเคยทำให้มีคนแท้งลูกระหว่างชมภาพยนตร์ แถมไม่ใช่แค่เรื่องราวหน้าจอจะน่ากลัวเท่านั้น เรื่องราวหลังจอก็ดูจะน่าสยดสยองไม่แพ้กัน ที่สำคัญ มันยอดเยี่ยมขนาดเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 10 สาขารวมภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่หนังสยองขวัญสักเรื่องจะได้รับการยอมรับบนเวทีนี้

ความหลอน :
เอาส่วนตัวจริงๆ ฟี่ค่อนข้างเฉยๆกับหนังเรื่องนี้นะครับ มันก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรในแบบที่เคยได้ยินเสียงร่ำลือมา แต่ก็ต้องยอมรับว่า ซีนปราบผี ฉากอ้วกพุ่ง กับท่าผีลงบันได มันติดตาดีเหลือเกิน

22.    Trick ‘r Treat (2007)

“อย่าลบหลู่วันฮาโลวีน”

เรื่องย่อ :
หนังเล่าเรื่องราว 4 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนึ่งคืนของวันฮาโลวีน ที่แต่ละเหตุการณ์มีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งเกิดจากใครคนใดคนหนึ่ง ทำผิดกฏของวันฮาโลวีน

ความดีงาม :
ตัวหนังเป็นการผสมผสานกันของงานสยองขวัญรูปแบบต่างๆ ทั้งผี ฆาตกรโรคจิต ปีศาจ และพลังเหนือธรรมชาติ ปั่นรวมอยู่ในเรื่องเดียวกันได้อย่างลงตัว จึงเป็นการรับชมที่ได้ครบอรรถรส บวกกับอารมณ์ขันเบาๆที่หนังสอดแทรกเข้ามา มันเลยคู่ควรอย่างยิ่งกับการหยิบมานั่งดูในค่ำคืนเปลี่ยวๆสักคืน โดยเฉพาะในคืนวันฮาโลวีนแบบที่เกิดเหตุการณ์ในหนังครับ

ความหลอน :
บรรยากาศในคืนวันปล่อยผี ที่แม้จะดูรื่นเริง แต่ก็แฝงไว้ด้วยอันตรายและความสะพรึงบางอย่าง

21.    The Ring (2002), Ringu (1998) 

“หลอนทะลุทีวี”

เรื่องย่อ :
คำสาปปริศนาที่หลังจากที่ใครได้ดูบางสิ่งจากวีดีโอม้วนหนึ่ง จะต้องพบกับความตายภายในเจ็ดวัน

ความดีงาม :
ตัวหนังดัดแปลงจากงานนิยายของ ผู้เขียน ซูซุกิ โคจิ นับว่าเป็นตัวพ่อนิยายเขย่าขวัญของญี่ปุ่น ที่ถนัดในการผสมผสานระหว่างผี วิญญาณ ความแค้น สายน้ำ และสัญชาตญาณความเป็นแม่เอาไว้ในผลงานหลายต่อหลายเรื่อง เสน่ห์ของ Ring ไม่ว่าจะได้ดูหรือได้อ่าน ก็สนุก .. เพราะมันจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปในแต่ละเวอร์ชั่น … ซึ่งในหนัง Ringu ดัดแปลงรายละเอียดจากนิยายไปเยอะเหมือนกัน คือ ไปเล่นกับคำสาป และพลังเหนือธรรมชาติแบบเต็มๆ  ในขณะที่เวอร์ชั่นซีรีส์ เหมือนนิยายที่สุดครับ ส่วนฮอลลีวู้ดเวอร์ชั่น การดำเนินเรื่องมีความน่าเชื่อถือมากกว่าต้นฉบับ งานโปรดักชั่น โดยเฉพาะเทคนิคด้านภาพสวยมากๆ และน่าจะเป็นงานรีเมคหนังผีเอเชียที่ทำให้ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง

ความหลอน :
ซาดาโกะคลานออกจากทีวี แค่นี้ก็หลอนพอแล้ว

20.    Drag Me to Hell (2009)

“อย่าลองดีกับมนุษย์ป้า”

เรื่องย่อ :
คริสติน พนักงานสินเชื่อสาว ที่โดนคำสาปแช่งของหญิงชราคนหนึ่ง และหลังจากนั้นดูเหมือนว่า ชีวิตของเธอกำลังถูกคุกคามจากอะไรบางอย่างที่จ้องจะเอาวิญญาณของเธอ

ความดีงาม :
มันเป็นการกลับไปจับหนังเขย่าขวัญชวนหัวอีกครั้งของผู้กำกับ แซม ไรมิ ที่ให้ผลลัพธ์เป็นหนังที่ไม่ใช่แค่มีกลิ่นอายของความหลอนจางๆ แต่ยังครบรสความบันเทิง โดยเฉพาะความสนุก แบบที่ดูได้เพลิดเพลินตั้งแต่ต้นจนจบ

ความหลอน :
เอาแค่ฉากต่อสู้กันในรถระหว่างคุณยายกับน้องนางเอก ที่ทั้งระทึกและขบขัน ..แต่ไฮไลต์จริงๆ น่าจะอยู่ที่บทสรุปที่จะทำให้คุณต้องอึ้งแน่ๆ จนอาจเผลออุทานในใจว่า “ดีออก”

19.    The Omen (1976)

“เด็ก .. นรกส่งมาเกิด”

เรื่องย่อ :
ครอบครัวนักการทูตที่สูญเสียลูกน้อยไปตั้งแต่แรกเกิด เพื่อไม่ให้ภรรยารู้สึกใจสลาย เขาจึงไปรับอุปการะเด็กกำพร้าที่เกิดในวันเดียวกันมาสวมรอยเป็นลูก ตามคำแนะนำของบาทหลวง .. ชีวิตก็ดำเนินไปอย่างปกติสุขดี จวบจนเด็กชาย หรือน้องเดเมี่ยน อายุได้ 5 ขวบ เรื่องราวประหลาดชวนสยองก็ค่อยๆเกิดขึ้น .. เดเมี่ยนไม่ใช่เด็กธรรมดาอีกต่อไป แต่เขาคือ บุตรของซาตาน!!

ความดีงาม :
โทนของหนัง แอบมีกลิ่นอายงานของ Alfred Hitchcock เบาๆ คือ การเป็นหนังสยอง ที่เด่นไปในทางระทึกขวัญ ลำดับการเล่าเรื่องน่าติดตาม ไล่มาตั้งแต่การแสดงภาพครอบครัวสุขสม ที่ค่อยๆแปรเปลี่ยนไปด้วยความชั่วร้ายที่เริ่มสำแดงแสนยานุภาพ แต่ที่ดีงาม อยู่ที่การเล่นกับประเด็นเหนือธรรมชาติแต่น้อย แล้วพุ่งเป้าไปที่การสืบล่าหาความจริง ซึ่งทำให้เนื้อเรื่องมีความหนักแน่นน่าเชื่อถือเพิ่มมากขึ้น และปริศนาต่างๆก็ค่อยๆถูกไขไปทีละเปราะ และความจริงบางอย่างก็เหนือความคาดคิดไปเยอะเหมือนกัน

ความหลอน :
แม้จะมีคนตายไม่เยอะ แต่ .. แต่ละรายก็มาพร้อมการตายที่ชวนขนลุก และล้วนน่าจดจำ โดยไม่ต้องอาศัยความแหวะ หรือเสนอภาพแรงๆให้ผู้ชมได้เห็น

19.    The Omen (1976)

“เด็ก .. นรกส่งมาเกิด”

เรื่องย่อ :
ครอบครัวนักการทูตที่สูญเสียลูกน้อยไปตั้งแต่แรกเกิด เพื่อไม่ให้ภรรยารู้สึกใจสลาย เขาจึงไปรับอุปการะเด็กกำพร้าที่เกิดในวันเดียวกันมาสวมรอยเป็นลูก ตามคำแนะนำของบาทหลวง .. ชีวิตก็ดำเนินไปอย่างปกติสุขดี จวบจนเด็กชาย หรือน้องเดเมี่ยน อายุได้ 5 ขวบ เรื่องราวประหลาดชวนสยองก็ค่อยๆเกิดขึ้น .. เดเมี่ยนไม่ใช่เด็กธรรมดาอีกต่อไป แต่เขาคือ บุตรของซาตาน!!

ความดีงาม :
โทนของหนัง แอบมีกลิ่นอายงานของ Alfred Hitchcock เบาๆ คือ การเป็นหนังสยอง ที่เด่นไปในทางระทึกขวัญ ลำดับการเล่าเรื่องน่าติดตาม ไล่มาตั้งแต่การแสดงภาพครอบครัวสุขสม ที่ค่อยๆแปรเปลี่ยนไปด้วยความชั่วร้ายที่เริ่มสำแดงแสนยานุภาพ แต่ที่ดีงาม อยู่ที่การเล่นกับประเด็นเหนือธรรมชาติแต่น้อย แล้วพุ่งเป้าไปที่การสืบล่าหาความจริง ซึ่งทำให้เนื้อเรื่องมีความหนักแน่นน่าเชื่อถือเพิ่มมากขึ้น และปริศนาต่างๆก็ค่อยๆถูกไขไปทีละเปราะ และความจริงบางอย่างก็เหนือความคาดคิดไปเยอะเหมือนกัน

ความหลอน :
แม้จะมีคนตายไม่เยอะ แต่ .. แต่ละรายก็มาพร้อมการตายที่ชวนขนลุก และล้วนน่าจดจำ โดยไม่ต้องอาศัยความแหวะ หรือเสนอภาพแรงๆให้ผู้ชมได้เห็น

นางนาก (1999) 

“ยามนึกถึงเรื่องของฉัน จำไว้ในใจเสมอ ฉันทำไปเพราะรักเธอ … ผู้เดียว”

เรื่องย่อ :
แม่นาก .. เป็นเรื่องราวเล่าขานเกี่ยวกับความรักของหญิงสาวที่ตายทั้งกลม ระหว่างที่ ‘พี่มาก’ สามีของเธอไปออกรบ แต่การตายไม่อาจพรากความรักอันยึดมั่นที่เธอมีต่อสามีได้ เธอปรากฏกายใช้ชีวิตเยี่ยงภรรยาที่ดี เมื่อสามีกลับจากการรบ และหากชาวบ้านคนไหนที่คิดจะเปิดเผยความลับของเธอ ก็จะถูกแม่นากหลอกหลอน หรือทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต

ความดีงาม :
หนังไทยเรื่องแรกที่สามารถทำเงินข้ามหลัก 100 ล้านบาทไปได้ ซึ่งความสำเร็จน่าจะมาจากการตีความถึงแม่นากใหม่ทั้งหมด บอกเล่าโดยเน้นที่ความสมจริง วางเรื่องราวเอาไว้ในช่วงรัชกาลที่ 4 แม่นากจึงไม่ได้มาพร้อมผมดำยาว แต่เธอขึ้นจอพร้อมผมทรงดอกกระทุ่ม ฟันดำ และนุ่งผ้าแถบ … แม่นากเวอร์ชั่นนี้ ยังดีงามในการผสมผสานความหลอกหลอนและน่ากลัวตามตำนาน แต่ขณะเดียวกัน ก็นำเสนอมุมมองในฝั่งของแม่นาก ผีสาวที่ไม่ยอมไปผุดไปเกิด เพราะความรักที่เธอมีต่อพี่มาก …. งานโดยรวม จึงออกมาเป็นโศกนาฏกรรมความรักที่ผู้ชมจะต้องเสียน้ำตา แม่นากจึงไม่ใช่ผีร้ายที่ดูน่ากลัวอีกต่อไป

ความหลอน : แม่นากห้อยหัวบนขื่อ น่าจะเป็นฉากหลอนในตำนานหนังไทยที่น่าจดจำที่สุดเรื่องหนึ่งแล้วครับ

บอดี้ ศพ#19 (2007) 

“ฉันชื่อดาราราย ตามหาฉันให้เจอ”

เรื่องย่อ :
เรื่องราวของนักศึกษาหนุ่ม ที่ฝันเห็นภาพผู้หญิงคนหนึ่งถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม จนนำไปสู่การตามล่าหาความจริง และอาจารย์สาวคนหนึ่งที่หายไป ซึ่งเธอน่าจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยไขความกระจ่างของเหตุการณ์แปลกๆรอบตัว ของเขาได้ .. แต่เมื่อยิ่งสืบลึกลงไปเท่าไหร่ ผู้เกี่ยวข้องก็กลับต้องมีอันเป็นไปอย่างสยดสยอง

ความดีงาม :
ไม้เด็ดของหนังอยู่ที่บทสรุป ซึ่งได้รับการครุ่นคิดมาอย่างดี ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงในหมู่คนดูว่า แท้จริงแล้ว … เรื่องราวเขย่าขวัญทั้งหมดที่เกิดขึ้น .. มาจากฝีมือมนุษย์ หรือ ผี!! น่าเสียดายที่หนังไม่ประสบความสำเร็จทางด้านรายรับ ซึ่งน่าจะมาจากการประชาสัมพันธ์ที่ค่อนข้างล้มเหลวของ GTH ที่ไม่รู้ว่าจะเรียกความสนใจผู้ชมออกมายังไง นับว่าผิดฟอร์มมากสำหรับค่ายหนังที่เด่นในเรื่องประชาสัมพันธ์เจ้านี้ครับ

ความหลอน :
ความน่ากลัวชวนหลอนของหนังจะไม่หนักแน่นได้เลย ถ้าปราศจากองค์ประกอบสำคัญอีก 2 ส่วนครับ นั่นคือ
1. การแสดงของคุณเมย์ ภัทรวรินทร์ ทิมกุล .. เจ้าของประโยค “ฉันชื่อดาราราย ตามหาฉันให้เจอ”
2. เพลง “คิดถึงเธอทุกทีที่อยู่คนเดียว” จากเสียงร้องของคุณแพท สุธาสินี พุทธินันท์

และแน่นอนว่า ต้องรวมบทสรุปชวนอึ้งของตัวหนังด้วยเช่นกัน

Paranormal Activity (2007) 

“แอบดูเป็น แอบดูตาย”

เรื่องย่อ :
คู่รักคู่หนึ่ง หลังจากย้ายบ้านมาหาชีวิตที่ดีกว่าในชานเมือง พวกเค้ากลับต้องพบว่า มีบางอย่างลึกลับกำลังคุกคามพวกเขาอยู่ ทั้งคู่จึงตัดสินใจตั้งกล้องถ่ายเหตุการณ์เอาไว้ แม้กระทั่งตอนหลับ .. ซึ่งภาพที่ปรากฏให้เห็นบนวีดีโอ กำลังจะเปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปตลอดกาล

ความดีงาม :
หนังสยองขวัญที่ใช้นักแสดงหลักๆแค่สองคน กับทุนสร้างเพียง 15,000 เหรียญ แต่สามารถทำเงินถล่มทลายไปได้มากกกว่า 107 ล้านเหรียญ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ถ้าคุณมาพร้อมไอเดียดีๆ และทำออกมาได้เจ๋งพอ เงินทุนแค่ไหน ก็ประสบความสำเร็จได้ ยิ่งกับอะไรที่มักจะมาพร้อมการตั้งคำถามใส่ผู้ชมด้วยแล้ว กระแสมันยิ่งแรง

ความหลอน :
หนังแทบไม่มีอะไรเลย เป็นการตั้งกล้องไว้นิ่งๆให้เราเห็นชีวิตประจำวันของผัวเมียคู่หนึ่ง ทั้งยามหลับยามตื่น ประเด็นคือ อีตอนหลับนี่แหล่ะที่มันน่าสนใจ เพราะคนเราเมื่อหลับตาลง สติขาดหาย เราไม่มีทางรู้เลยว่า รอบๆตัวเรามันเกิดอะไรขึ้น และนั่นจึงเป็นที่มาของความหลอน … แม้การนั่งชมจะเป็นช่วงเวลาของความน่าเบื่อเหลือทน แต่ทันทีที่กลับบ้าน ภาพในหนังจะเริ่มหลอนคุณ และทำให้การนอนของคุณคืนนั้น … มีอะไรพิเศษๆมากขึ้น กว่าแค่การปิดไฟแล้วทิ้งตัวลงนอน

สี่แพร่ง (2008) / ห้าแพร่ง (2009) 

“หลากผี หลากอารมณ์”

ความดีงาม :
อีกงานที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับหนังผีสัญชาติไทย ที่มาเป็นงานเฟรนไชส์ระดับทำเงินจากค่าย GTH ซึ่งเป็นการนำเสนอหนังผีตอนสั้นๆแบบจบในตอน แล้วนำมาเรียงร้อยให้อยู่ในเรื่องเดียวกัน แต่ละตอนต่างก็มีความโดดเด่นและมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไป ซึ่งดีงามด้วยวิธีการคัดสรรเป็นอย่างดีในการเรียงเรื่องราวว่าเรื่องไหนควรจะมาก่อนหลัง  และด้วยความที่มันเป็นตอนสั้นๆ ทำให้การเล่าเป็นไปอย่างกระชับ ชัดเจนในเป้าหมาย ไม่เวิ้นเว้อ ดูสนุก และเขย่าขวัญผู้ชมแบบค่อนข้างได้ผล แม้จะมีบางตอนที่อาจจะมีจุดด้อยอยู่บ้าง แต่เมื่อมองโดยรวมก็ไม่ทำให้อรรถรสในการชมเสียหายอะไร

ความหลอน :
หลอน = เหงา (สี่แพร่ง), ห้องเตียงรวม (ห้าแพร่ง)
ระทึกขวัญ = ยันต์สั่งตาย (สี่แพร่ง), Last Flight (สี่แพร่ง), Backpacker (ห้าแพร่ง), รถมือสอง (ห้าแพร่ง)
สะเทือนขวัญ = หลาวชะโอน (ห้าแพร่ง)
ขวัญเอ๊ยขวัญมา = คนกลาง (สี่แพร่ง), คนกอง (ห้าแพร่ง)

ปล. ส่วนตัวชอบตอน “เหงา” มากที่สุดครับ

The Orphanage (2007)

“เอาลูกฉันคืนมา!!”

เรื่องย่อ :
ลอร่า พาครอบครัวของเธอ ย้ายกลับมาอาศัยในคฤหาสถ์แห่งหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเก่าที่เธออยู่กินเมื่อสมัยยังเด็ก แต่กลายเป็นว่า ซิโมน ลูกชายของเธอเริ่มมีเพื่อนในจินตนาการ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่วันหนึ่งเขาก็หายตัวไปอย่างลึกลับ ซึ่งดูเหมือนว่า การหายไปของซิโมนจะเชื่อมโยงอดีตของลอร่าและโศกนาฎกรรมเมื่อหลายสิบปีก่อนที่เคยเกิดขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้

ความดีงาม :
ผลงานกำกับของ J.A. Bayona (The Impossible) ที่หน้าหนังอาจจะดูเหมือนงานสยองขวัญทั่วๆไป แต่กลับการซุกซ่อนปริศนาต่างๆเอาไว้อย่างแยบยล  และมีความลึกซึ้งในแง่มุมของความสัมพันธ์ ที่อาจจะทำให้หลายๆคนมีสิทธิ์หลั่งน้ำตาเอาได้ง่าย ๆ เมื่อบทสรุปมาถึง ซึ่งยกระดับให้ The Orphanage มีเลือดเนื้อและจิตวิญญาณมากไปกว่าหนังผีหลอนๆทั่วๆไปครับ

ความหลอน :
ลอร่ากับอาการสติแตกขึ้นเรื่อยๆของเธอ ตั้งแต่ลูกชายหายตัวไป นอกจากนั้น เอาจริงๆ ตัวหนังก็ไม่ค่อยมีมุมที่น่ากลัวอะไรนัก นอกจากความลึกลับของตัวคฤหาสถ์ที่ดูเหมือนว่าจะมีซอกหลืบอะไรมากมายให้เรารู้สึกไม่ไว้วางใจ

The Eye (2002)

“เมื่อผี…อยู่รอบตัวเรา”

เรื่องย่อ :
อามัน สาวผู้พิการทางสายตาตั้งแต่ยังเด็ก ที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาใหม่ ทำให้โลกมืดของเธอได้พบแสงสว่างอีกครั้ง ซึ่งดูเหมือนว่า ดวงตาคู่ใหม่ของอามัน … จะพัฒนาไปไกลกว่าคนธรรมดาทั่วไป เพราะมันทำให้เธอมองเห็นคนตาย!!! …. สิ่งพิเศษที่เป็นราวกับคำสาปที่เธอคงไม่อยากได้

ความดีงาม :
ผลงานร่วมสร้างระหว่างฮ่องกงไทย งานกำกับของสองพี่น้องฝาแฝด ออกไซด์ และแดนนี่ แปง กับงานที่เป็นเหมือนการยกระดับหนังผีเอเชียในยุคสมัยนั้นให้มีความเป็นสากลมากขึ้น แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งกลิ่นอายและความเชื่อตามขนบของคนเอเชียตะวันออกเอาไว้อย่างครบถ้วน … พร้อมยังเสริมความหนักแน่นให้กับเรื่องราวอย่างมีที่มาที่ไป และหยิบเอาเหตุการณ์จริงสะเทือนขวัญเข้ามาผูกโยงได้อย่างกลมกลืน

ความหลอน :
ควบคู่ไปกับเหตุการณ์สยองขวัญทรมานใจคนกลัวผี หนังก็ยังเดินหน้าไปพร้อมกับการพยายามตามล่าหาความจริง ที่มันน่าจะมีบางอย่างเกี่ยวข้องกับเจ้าของกระจกตาที่อามันได้รับมา จนนำไปสู่บทสรุปของเรื่องที่มาพร้อมความเชื่อทางไสยศาสตร์ และกฏแห่งกรรมตามแบบฉบับเอเชียแท้ๆ ก่อนจะสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ชมเป็นการส่งท้าย กับเหตุการณ์รถแก๊สระเบิดที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอุบัติเหตุดังของไทยเมื่อปี 2533 ซึ่งหากใครอายุ 30+ น่าจะยังคงจดจำได้ดีครับ …

ฉากที่ไม่ควรพลาด :
ลิฟท์นี้ลุงจอง, พี่เห็นสมุดพกผมไหม?, หมูแดงอร่อยจัง และ ฉากรสแก๊สระเบิด

Unfriended (2015) 

“เราเคยเป็นเพื่อนกันใช่ไหม?”

เรื่องย่อ :
หนังเล่าเรื่องราวในวันครบรอบการจากไปของลอร่า บาร์น เด็กสาววัยรุ่นที่ฆ่าตัวตายจากความอับอายของคลิปซึ่งเผยแพร่ภาพแบบเมายำเปสุดๆของเธอบน YouTube … ใครคือคนปล่อยคลิปดังกล่าว? … และนั่นคือ ความแค้นที่ทำให้ลอร่าต้องกลับมา เพื่อเล่นเกมคืนนี้ไม่มีความลับกับเพื่อนๆของเธอ ระหว่างการออนไลน์โปรแกรมแชท Skype อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ปัญหาก็คือ …. นั่นคือ ผีลอร่า หรือ ใครในกลุ่มกำลังจะเล่นตลกอะไรบางอย่าง? แต่ที่แน่ๆ คืนนี้ … มีคนต้องตาย!!!

ความดีงาม :
หนังดีงามด้วยเทคนิคการถ่ายทำด้วยไอเดียเก๋ไก๋ในแบบที่ตัวละครทุกตัวอยู่กันแค่หน้าจอ โดยใช้โปรแกรมแชท และเวปโซเชี่ยลทั้งหลายที่เรารู้จักกันดี แต่แค่นั้นก็เอาผู้ชมได้อยู่หมัด ทั้งความน่าติดตาม และความระทึกขวัญที่มีมาให้ดูกันรัวๆ

ความหลอน :
หนังไม่ได้หลอนเพราะผีลอร่า แต่หลอนแบบขนหัวตั้ง จากความน่ากลัวของความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยวของกลุ่มคนที่เรียกกันมาตลอดว่า “เพื่อน” งานนี้ รู้หน้าไม่รู้ใจ .. มันสยองอย่างบอกไม่ถูก

A Tale of Two Sister (2003)

“เรื่องราวของสองศรีพี่น้อง ที่ทั้งหลอนและแสนหดหู่”

เรื่องย่อ :
พี่น้องสองสาว ซูมี และ ซูยอน เดินทางกลับมายังบ้าน หลังจากเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ซึ่งดูเหมือนว่า ทั้งคู่จะมีปัญหากับแม่เลี้ยงใจร้าย ที่วางมาดใหญ่ โดยที่ผู้เป็นพ่อเองก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย และนับวันดูเหมือนแม่เลี้ยงจะร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆ ควบคู่ไปกับฝันร้ายบางอย่างที่ตามหลอกหลอน ซูมีอยู่ตลอดเวลา … ซึ่งดูเหมือนทั้งหมดมีอะไรเชื่อมโยงกันอยู่

ความดีงาม :
หนังมาในอารมณ์ของโทนเขย่าขวัญลึกลับก็จริง แต่ก็ซุกซ่อนไปด้วยงานดราม่าจิตวิทยาชั้นเลิศ พร้อมทั้งการถ่ายทอดโศกนาฏกรรมจากรอยร้าวในครอบครัวได้ทั้งขนลุก และสุดสะเทือนใจ

ความหลอน :
ต้องยกให้อารมณ์หลอนๆที่ครอบคลุมอยู่ทั่วบรรยากาศของหนัง ลึกลับ หม่นมัว ชวนอึดอัน และไม่น่าไว้วางใจ ในขณะที่การกำกับภาพก็เล่นกับฉากและภาพที่ดูมินิมอล ที่ให้ทั้งความสวย แต่ก็ดูมีความหมายและอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่

The Babadook (2014)

“ปีศาจในใจ”

เรื่องย่อ :
เรื่องราวกล่าวถึง สองแม่ลูก คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ซึ่งสามีเสียชีวิตในวันเดียวกับวันที่ลูกชายลืมตาดูโลก หนังเผยให้เห็นความเกรียนของเด็กชาย ที่ดูจะมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง และเข้ากับเพื่อนฝูงสังคมไม่ค่อยได้ ในขณะที่แม่เอง ก็ดูจะเหน็ดเหนื่อยกับชีวิตที่ต้องเลี้ยงดูลูกวัยซนเพียงลำพัง และติดอยู่กับความทุกข์ทรมานจากการสูญเสียสามี

แต่แล้วชีวิตที่ดำเนินไปแบบราบเรียบของทั้งคู่ ก็ได้ถูกคุกคามโดยปีศาจร้ายจากหนังสือนิทานก่อนนอน “#บาบาดุค” ที่ผู้เป็นลูกเชื่อเป็นตุเป็นตะ ในขณะที่แม่ จากที่มองเป็นเรื่องไร้สาระ ก็ค่อยๆถูกพลังอำนาจของเจ้าผีร้ายรุกรังควานชีวิตประจำวัน … และตามที่มันบอกกับเธอ … สิ่งที่มันต้องการ คือ ชีวิตของเธอและลูก!

ความดีงาม :
ความล้ำเหลือของหนัง คือ การสร้างตัวละครสองแม่ลูกที่ดูไม่ปกติ ทำให้เราต้องคาดเดาตลอดเวลาว่า บาบาดุค มีตัวตนจริงๆ หรือเป็นแค่ภาพหลอนที่สองแม่ลูกสร้างขึ้นกันแน่ แต่ความแข็งแรงของ #Babadook คือ ส่วนของรากฐาน นั่นคือ บทภาพยนตร์โดย Jennifer Kent กับการวิเคราะห์และถ่ายทอดความหวาดกลัวและความเกลียดชังของมนุษย์ให้ออกมาในรูปแบบของปีศาจร้าย ยิ่งเราเกลียดและกลัวมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราเองมากเท่านั้น

ความหลอน :
ในส่วนของ บาบาดุค ก็เป็นตัวละครปีศาจที่นับว่า มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างจากผีร้ายตัวอื่นๆ … มันเกิดมาจากหนังสือนิทาน ในโลกจินตนาการ แต่ยามที่มันปรากฏตัว มันก็ไม่ได้ดูน่าขบขันหรือบ้องแบ๊ว แต่ดูขึงขัง น่าหวาดกลัว โผล่มาไม่บ่อย แต่รู้จังหวะ ซึ่งก็สร้างระดับความตึงเครียดของเรื่องราวได้ทุกครั้งที่มันเผยเงาออกมา แต่ที่น่ากลัวไปกว่าเจ้าตัวบาบาดุค คือ ความเกลียดชังที่หมักหมมอยู่ในใจของคน ที่สุดท้ายแล้ว มันก็อาจจะกลายเป็นปีศาจที่ทำลายทั้งตัวเราเอง และคนที่เรารัก

R-Point (2004)

“สงคราม คือ นรกบนดินที่มีอยู่จริง”

เรื่องย่อ :
ฉากหลังในสงครามเวียตนาม ของทหารเกาหลีใต้หน่วยเฉพาะกิจ 9 นายที่มาร่วมในปฏิบัติการสุดท้ายก่อนจะได้กลับบ้าน กับภารกิจออกตามหากองกำลังที่หายสาบสูญไปกว่าหกเดือนในเขต R-Point ที่ถึงแม้จะได้รับการยืนยันว่าน่าจะไม่มีผู้รอดชีวิต แต่ทางกองทัพก็ยังได้รับการร้องขอความช่วยเหลือ ด้วยเสียงอันชวนขนลุกและทรมานเจียนตายจากหนึ่งในกองกำลังที่หายไปผ่านมาทาง วิทยุสื่อสารอย่างเป็นปริศนา… เพียงแต่ว่าเขต R-Point นั้นได้ชื่อว่าเป็นอาณาเขตต้องห้าม และคำสาปของคนท้องถิ่น … ภารกิจตามหาเพื่อน จึงไม่ใช่งานง่ายๆ เพราะถึงแม้จะถูกระบุว่าเป็นพื้นที่ไร้การต่อสู้ แต่ในความเป็นจริงพวกเขากำลังเตรียมถูกเล่นงานจากบางอย่างที่เร้นลับ และขนหัวลุกเกินกว่าจะคาดคิด

ความดีงาม :
มีดีมากกว่าแค่งานขายความสยอง ด้วยการนำเสนอตัวเองในแบบงานดราม่าจิตวิทยามากกว่าความลี้ลับกระตุกขวัญ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้าย และต่อต้านสงครามในแบบที่แตกต่างออกไป … โดยเฉพาะกับการที่รัฐบาลส่งทหารไปยังต่างบ้านต่างเมืองเพื่อร่วมรบในสงคราม โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่า จะต้องไปเจอกับอะไร ต่อสู้ไปเพื่อใคร และจะได้กลับบ้านพร้อมกับชีวิตและร่างกายที่ครบสามสิบสองหรือไม่ …

ความหลอน :
R-Point อาจจะไม่ใช่งานสยองขวัญเลือดสาดที่ดูแล้วจะถึงขนาดขนลุกชัน แต่ก็สร้างความรู้สึกกดดันขณะนั่งดูได้ไม่น้อย โดยเฉพาะกับการสร้างบรรยากาศที่แทบไม่มีอะไรน่าไว้ใจ บวกกับสิ่งเร้นลับที่พร้อมจะโผล่มาได้ทุกเมื่อแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว และไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ช่วงเวลา 15 นาทีสุดท้าย ที่จะพาเราไปหลอนในแบบที่ห้ามกระพริบตา

The Sixth Sense (1999) 

“ผมมองเห็นคนตาย”

เรื่องย่อ :
ดร.มัลคอล์ม จิตแพทย์เด็ก กับคนไข้รายใหม่ของเค้า ที่เป็นหนูน้อยที่ชื่อ โคล ผู้ดูเหมือนจะมีอะไรอยู่ในใจ และความสัมพันธ์ค่อนข้างไม่ราบรื่นกับผู้เป็นแม่นัก ซึ่งความลับของเด็กชาย คือ เค้ามองเห็นคนตาย แน่นอนว่า คงไม่ได้ช่วยทำให้ชีวิตของหนูน้อยมีความสุขสักเท่าไหร่

ความดีงาม :
ผลงานสร้างชื่อของผู้กำกับเขียนบท เอ็ม ไนท์ ชามาลาน และทำให้บรู๊ช วิลลิส กลับมามีหนังฮิตอีกครั้ง หนังมาพร้อมบทภาพยนตร์ที่ล่อหลอกผู้ชมได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งพาไปสู่บทสรุปที่หลายๆคนจะต้องอึ้ง และพาตัวเองให้ตีตั๋วกลับไปชมซ้ำ แต่อะไรก็ไม่ดีงามเท่าการแสดงของเจ้าหนู ฮาลีย์ โจเอล ออสเมนต์ ที่แสดงได้ลึกซึ้งถึงใจกลางความเจ็บปวดของคนเห็นผี ไม่เท่านั้น ยังรับส่งกับโทนี่ คอลเล็ต ผู้รับบทเป็นแม่ของเขาได้อย่างลงตัว จนทำให้ปมดราม่าของหนังหนักแน่นยิ่งกว่าความเป็นหนังผีทั่วๆไป … และนั่นก็เลยส่งให้ทั้งคู่ เข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงสมทบ พร้อมตัวหนังก็ยังได้เข้าชิงออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปอย่างเหนือความคาดคิด เพราะแทบไม่มีหนังผีเคยมายืนในจุดนี้บ่อยเท่าไหร่นัก

ความหลอน :
เอาจริงๆ The Sixth Sense ออกจะเป็นงานดราม่าที่มีผีเข้ามาเป็นส่วนเสริมมากกว่า แต่อย่างน้อยหนังก็ยังมีฉากหลอนๆให้พอเป็นกระษัย โดยเฉพาะการเห็นผีของคุณน้องโคล ที่มักจะมาในรูปแบบที่แตกต่างและมาไม่ทันตั้งตัว แต่เหนือสิ่งอื่นใด คงไม่มีอะไรจะหลอนไปกว่าความลับสำคัญของตัวหนังอีกแล้ว … จะยิ่งหลอนกว่านี้ ถ้าก่อนดู คุณโดนสปอยล์!!!

เปนชู้กับผี (2006) 

“ผัวของใคร ใครก็รัก”

เรื่องย่อ :
นวลจัน หญิงสาวท้องแก่ผู้อาภัพ ที่เดินทางตามหาสามีของเธอที่หายตัวไป จนได้มาขออาศัยทำงานในคฤหาสถ์ของคุณนายรัญจวน เศรษฐินี ที่มีประวัติอันดำมืด ผู้มาพร้อมเสียงลือในหมู่คนรับใช้ว่า เธออาจจะมีสามีลับๆ …. ด้วยความเหมาะเจาะหลายๆอย่าง นวลจันสงสัยว่า ผู้ชายคนนั้นน่าจะเป็นสามีที่เธอตามหา … แต่ยิ่งสืบค้น เธอก็ต้องพบกับความน่าสะพรึงกลัว

ความดีงาม :
ผลงานภาพยนตร์ไทยสยองขวัญดราม่า จากผู้กำกับ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง และได้ก้องเกียรติ โขมศิริ รับหน้าที่เขียนบท … ซึ่งทำให้เกิดหนังผีลึกลับ ไทยสไตล์แท้ๆ บรรยากาศย้อนยุค ที่เป็นมากกว่าความสยองขวัญ แต่ยังมาพร้อมเรื่องราวดราม่าหนักแน่น แต่ดูง่าย และบทสรุปของเรื่องราวอันชวนอึ้ง ความน่าสนใจของหนัง ยังรวมไปถึงพลังการแสดงของคุณนุ่น ศิรพันธุ์ วัฒนจินดา ในบทนวลจัน … ที่พลิกคาแรกเตอร์และภาพจำของ ดากานดา ในตอนนั้น (เพื่อนสนิท) ได้อย่างไม่มีที่ติ … และแสดงให้เห็นว่า เธอสามารถเล่นบทดราม่าได้ยอดเยี่ยม .. นวลจันของเธอ มีทั้งความน่าสนใจ น่าสงสารจนผู้ชมพร้อมจะเสียน้ำตาให้ และในบางที เธอก็ดูน่ากลัวอยู่ในคนๆเดียวกัน

หนังเต็มไปด้วยจุดหักมุมมากมาย ที่วางจังหวะได้อย่างลงตัว และท่ามกลางหนังผีที่พยายามเดินตามรอย หนังผีเอเชี่ยน ญี่ปุ่น เกาหลี … แต่ ‘เปนชู้กับผี’ กลับฉีกตัวเองให้แตกต่าง ด้วยการสดุดี พร้อมทั้งหยิบเอากลิ่นอายงานหนังผีฮอลลีวู้ดอย่าง The Others ไม่ว่าจะเป็นฉาก เครื่องแต่งกาย ตัวละครบางตัว เข้ามาผสมผสานให้กลมกลืนไปกับเสน่ห์ของหนังผีแบบไทยแท้ๆ ตามแรงบันดาลใจจากงานของครู ‘เหม เวชกร’

ความหลอน :
กลิ่นอายแบบผีไทยแท้นั่นแหล่ะ ที่เป็นทีเด็ดของหนังเรื่องนี้ เราคนไทย ถ้าไม่กลัวผีไทยแบบไทยแท้ในแบบเรื่องเล่าเขย่าขวัญที่ได้ยินมานมนาน ก็ดูจะใจแข็งเกินไป!!

ลัดดาแลนด์ (2011) 

“กูไม่ออก ออกแล้วกูจะเอาอะไร-!!”

เรื่องย่อ :
ครอบครัวของธีร์ กับสมาชิกที่มีเขา ภรรยา ลูกสาววัยรุ่นที่ไม่ค่อยลงรอยกันนัก และลูกชายคนเล็ก ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านลัดดาแลนด์ บ้านหลังแรกที่ธีร์ตัดสินใจซื้อเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของครอบครัว และพิสูจน์ความเป็นหัวหน้าครอบครัวให้แม่ยายได้เห็น แต่ดูเหมือนว่า มันจะไม่ค่อยจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องนัก ทั้งการเจอวิกฤติการทำงานที่ยังไม่มั่นคง และความสยองที่มาเยือนหลังจากสาวใช้ในหมู่บ้านถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม จนเป็นที่มาของเรื่องราวสุดสะพรึง ที่คอยปั่นป่วนชีวิตครอบครัวของธีร์จนความสัมพันธ์เริ่มสั่นคลอนลง

ความดีงาม :
หนังผีไทยถ้าสร้างดีๆ ไม่มีกระโหลกกระลาแน่นอน และลัดดาแลนด์ก็เป็นตัวอย่างของความแข็งแรงทั้งตัวบทภาพยนตร์ และการแสดงของดารานำ โดยเฉพาะพี่ก้อง กับ คุณป๊อก ปิยะธิดา ที่ฟาดฟันฝีมือใส่กันสุดพลัง จนกลายเป็นหนังผีที่มีเรื่องราวดราม่าแน่นปึ้ก แต่ในขณะเดียวกัน … หนังก็ยังสร้างความสะพรึงได้ไม่น้อย บวกกับการเลือกจะฉีกตัวเองออกไปจากต้นเรื่องที่เป็นตำนานพื้นบ้านของสวนสนุกชื่อเดียวกัน แบบไม่เหลือเค้าเดิม ส่งให้ตัวหนังมีความน่าสนใจได้ด้วยตัวของมันเอง

ความหลอน :
ความน่ากลัวของผีก็ส่วนนึง แต่ที่หลอนยิ่งกว่าคือความน่ากลัวที่เกิดจากคนด้วยกันเอง หนังเลือกจะไม่เปิดเผยฆาตกรว่าใครกันที่ฆ่าสาวใช้ ทำให้เราอยู่กับความหวาดระแวงว่า คนที่เราคิดไว้จะใช่หรือไม่ ตัวละครต่างไม่มีใครน่าไว้วางใจ เช่นเดียวกับบรรยากาศหลอนๆ ของหมู่บ้านที่แทบจะร้างลงทุกทีหลังจากเหตุฆาตกรรม แต่ที่สยองไปกว่านั้น คือ การสะท้อนภาพความโหดร้ายของพิษภัยเศรษฐกิจ ที่สามารถทำลายได้ทุกอย่าง ทั้งความเป็นคน และความสุขของคนที่เกี่ยวข้อง สำหรับฟี่ … ลัดดาแลนด์ จึงเป็นหนังดราม่าสุดสะพรึง ที่สะท้อนความเป็นจริงของสังคมออกมาได้น่าหดหู่มากเรื่องหนึ่ง .. เล่นเอาหลอนจนกลัวการเป็นหนี้มาจนทุกวันนี้เลยละกัน!!

The Others (2001) 

“บ้านที่พวกเธออาศัยอยู่ ดูเหมือนจะมีคนอื่นมาขอร่วมอยู่ด้วย กับบทสรุปที่คุณต้องอึ้ง!”

เรื่องย่อ :
เกรซ คุณแม่ผู้ซึมเศร้าจากการหายตัวไปในสงครามของสามี ทิ้งให้เธอต้องเลี้ยงดูลูกสองคนซึ่งป่วยเป็นโรคประหลาดที่ไม่สามารถโดดแสงแดดได้ พวกเธออาศัยอยู่ในคฤหาสถ์หลังใหญ่อันมืดมิด แต่หลังจากที่มีคนรับใช้กลุ่มใหม่ที่เธอรับเข้ามา ก็ดูเหมือนจะมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นรอบๆบ้าน ราวกับว่า มี ‘คนอื่น’ ที่มองไม่เห็นมาอาศัยร่วมกับพวกเธอ

ความดีงาม :
หนังกวาดคำชมจากนักวิจารณ์ไปทั่วสารทิศ พร้อมทำเงินไปได้อย่างสวยงาม ด้วยเนื้อเรื่องที่แปลกใหม่ซึ่งมาพร้อมบทสรุปชวนช๊อค และไม่ใช่แค่ผู้กำกับอเลฮานโดร อมีนาบาร์เท่านั้นที่ได้แจ้งเกิดจากงานชิ้นนี้ แต่นำหญิงของเรื่อง นิโคล คิดแมน ก็ผงาดเข้ามาอยู่ในทำเนียบซุปตาร์ ที่ไม่ใช่มีดีแค่หน้าตา หรืออดีตมิสซิสครูซอีกต่อไป แต่ฝีไม้ลายมือยังประจักษ์ชัด เธอตีบทได้แตกกระจุยกระจาย เกรซของเธอ ทั้งทรงพลัง และอ่อนไหว แต่ก็มีบางอย่างที่ทำให้เรากลัว

ความหลอน :
คฤหาสถ์สไตล์โกธิค อันมืดมน ซึ่งถูกปกคลุมด้วยหมอกขาวหนาทึบแทบตลอดเวลา มันทำให้เราสัมผัสได้ถึงความไม่น่าไว้วางใจที่เกิดขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้ และเมื่อรวมกับความสติแตกของเกรซ ผู้หญิงที่ทั้งเครียด ทั้งซึมเศร้า และเหมือนติดอยู่กับบ้านที่เหมือนคุกเข้าไปทุกที แถมยังต้องมาเจอกับเรื่องลี้ลับที่เธอรับมือไม่ได้เข้าไปอีก … หนังจึงตกอยู่ในความตึงเครียดตลอดเวลา พอ ๆ กับที่เราเองก็ใกล้จะคลั่งเต็มทนกับความอึดอัดของเกรซ

It Follows (2015)

“กรรม คือ ผลของการกระทำ มันไม่มีวันหยุด มันไม่ต้องมีวีซ่า และมันจะตามหลอกหลอนเราไปตลอดกาล”

เรื่องย่อ :
หนังเล่าเรื่องช่วงเวลาสยองขวัญของ เจย์ วัยรุ่นสาวคนหนึ่ง ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนความหวาดระแวง หลังจากที่เธอมีเซ็กซ์กับแฟนหนุ่มที่คบหากันได้ไม่นาน … ‘มัน’ มาในรูปแบบของคนทั้งที่เธอรู้จักและไม่รู้จัก ซึ่งจะคอยติดตามเธอไปในทุกหนทุกแห่ง กฎของมันคือ อย่าให้มันจับคุณได้ และถ้าอยากจะรอดพ้นจากมัน .. เธอต้องมีเซ็กซ์กับคนอื่นเพื่อถ่ายทอดมันต่อไป แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่า .. มันจะเลิกตามติดชีวิตคุณ!!
ความดีงาม : หนังใหม่สดซิงที่เพิ่งเข้าฉาย แต่ถ้ามันไม่ดีจริงๆ ฟี่คงไม่หยิบเข้ามาในลิสต์ โดยเฉพาะการหยิบเอาประเด็นของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรของวัยรุ่นมาเล่าแบบเปรียบเปรยได้อย่างชวนขนลุก ถึงผลเสียที่อาจจะตามมาซึ่งมันอาจจะกลายเป็นความหลอกหลอนที่จะตามติดชีวิตเราไปตลอดกาล

ปล. นี่อาจจะค่อนข้างเป็นงานที่ได้รับการถกเถียงกันพอสมควร เพราะแทบจะแบ่งผู้ชมออกเป็นสองฝั่งกันชัดเจน คือ ชอบมาก กับเกลียดมาก

ความหลอน :
เราไม่รู้ว่ามันคือใคร มันมาจากไหน และมีที่มาที่ไปอย่างไร มันจะมาเมื่อเราไม่ตั้งตัว เมื่อบวกกับดนตรีประกอบสุดเร่งเร้า และการแช่ภาพนิ่งๆให้เราจินตนาการเลยเถิดเอาเองว่า ไหนคือ คน และไหน คือ มัน! ด้วยวิธีเล่าเรื่องในแบบที่คาดเดาอะไรไม่ได้นี่แหล่ะ ที่ทำให้เรา ‘หลอน’ และเมื่อมันปรากฏตัว ก็พร้อมจะบีบหัวใจเราให้เต้นแรงไปกับความหวาดกลัวว่า สุดท้ายแล้ว มันจะจับเราทันหรือไม่ ซึ่งส่วนหนึ่งต้องยกความดีให้กับผลลัพธ์ในฉากเปิดที่ทำให้ผู้ชมติดตาได้ชัดเจนว่า มันร้ายกาจอย่างไร

The Shining (1980)

“ความโดดเดี่ยว ก็สามารถทำร้ายคนบางคนได้อย่างที่คุณคาดไม่ถึง”

เรื่องย่อ :
แจ๊ค ทอร์เรนซ์ ได้งานใหม่เป็นผู้ดูแลโรงแรมโอเวอร์ลุค ซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวและห่างไกลบนภูเขาสูง ซึ่งจะปิดทำการชั่วคราวในช่วงโลว์ซีซั่นระหว่างฤดูหนาว ที่พายุหิมะจะทำการตัดขาดโรงแรมแห่งนี้จากโลกภายนอก และนั่นคือหน้าที่ของแจ๊คที่จะต้องเข้ามาดูแล โดยโรงแรมเคยมีประวัติมาก่อนว่า ผู้ดูแลคนหนึ่งเคยทำการสังหารหมู่ครอบครัวของเขาเอง อันมาจากความเครียดสะสมจากการอยู่อย่างอ้างว้างท่ามกลางโรงแรมใหญ่และอากาศอันหนาวเหน็บเป็นเวลานาน  และดูเหมือนว่า เหตุการณ์ในครั้งนั้นกำลังจะย้อนรอยกลับมาอีกครั้ง

ความดีงาม :
ตัวหนังออกฉายพร้อมเสียงวิจารณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีนักในยุคนั้น ทั้งตัวผู้กำกับ สแตนลีย์ คูบริค และนำหญิง เชลลี่ย์ ดูวัล กอดคอกันเข้าชิงรางวัลราซซี่เน่าอย่างพร้อมหน้า ส่วนหนึ่งมาจากการดัดแปลงที่แหกไปจากนิยายของสตีเฟ่น คิงไปพอสมควร และความยาวที่ออกจะเลยเถิดไปสักหน่อย แต่สุดท้ายแล้ว หนังก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ความดีงามมันมีอยู่จริงๆ และกลายเป็นอีกงานขึ้นหิ้งที่อยู่เหนือกาลเวลาสำหรับหนังสยองขวัญสักเรื่อง

ความหลอน :
หนังมาในแนวกึ่งผี พลังลี้ลับเหนือธรรมชาติ ผสมเข้ากับความน่าสะพรึงจากความคลุ้มคลั่งของตัวมนุษย์ ซึ่งถ่ายทอดได้อย่างยอดเยี่ยม โดย แจ๊ค นิโคลสัน เค้าค่อยๆแสดงด้านมืดและความเครียดที่สะสม จนระเบิดออกมาเป็นความบ้าเลือดสุดระห่ำ และพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อการสังหารชีวิตลูกเมียที่เค้าเคยรัก นอกจากนั้นหนังก็ยังได้งานกำกับศิลป์ กับดนตรีประกอบที่ดูหลอกหลอน และโลเคชั่นสุดวังเวง ชนิดที่แค่เห็นก็รู้สึกหนาวเย็นอย่างบอกไม่ถูก

0 comments on “31 หนังผีที่ไม่ควรพลาด …. หลอนกันให้เข็ดAdd yours →

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Solve : *
27 × 21 =